Tuesday, March 30, 2010

คำตอบของคำถาม "ทำไมถึงอยาก/เรียนต่อโท Computer Science"

มีคำถามผุดขึ้นมาในบอร์ด cp32 ว่า "ทำไมถึงอยาก/เรียนต่อโท Computer Science" ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ตอบไปแล้ว แต่เห็นว่าความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างเรียบเรียงคำตอบนั้น ถึงแม้มันหลุดประเด็นของกระทู้ไปมากอยู่ แต่ก็รู้สึกเสียดายถ้าจะทิ้งมันไปกับสายลม จึงขอเก็บมันเอามาใส่ไว้ใน Blog นี้ เผื่อวันหนึ่งตัวเองได้กลับมาอ่านแล้วจะนึกอะไรได้บ้าง...

ส่วนตัวนะครับ (ขึ้นด้วยคำนี้แล้วออกแนวซีเรียสทุกทีเลย)

เรียนต่อโท เพราะ ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้ อยากรู้ว่าการเรียนต่อเป็นยังไง การทำวิจัยเป็นยังไง สนุกหรือเปล่า
สิ่งที่มาซัพพอร์ตให้ตัดสินใจง่ายขึ้น คือ มีทุนเรียนฟรี

เพราะว่าตัวเองพยายามค้นหาทางของตัวเองมานานแล้ว แต่ก็ไม่เจอสักที เลยใช้ชีวิตด้วยการลองมันหลายๆอย่าง แล้วตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกแทน
จากการฝึกงานทำให้เรารู้ว่า งานรูทีนแบบนั้น (อาจจะเป็นที่ตัวเนื้องานด้วย) มันช่างน่าเบื่อ และไม่น่าทำเอาเสียเลย

ก็เลยยอมจ่ายเวลาชีวิตตัวเอง 1-2 ปี เพื่อมาลองงานที่เป็นวิจัย - วิชาการดูบ้าง ว่าเป็นยังไง

เรื่องเงินเดือน วุฒิ โอกาสในการทำงาน หรือความเคารพของลูกน้อง ตอนนี้ไม่ได้คิดอยู่ในหัวเลย
แค่พยายามหาเส้นทางที่จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตเดินไปได้อย่างมีความสุขที่สุดเท่านั้นเอง (ไม่แน่ ในอนาคตความคิดพวกนี้อาจจะลอยกลับมาในหัวก็ได้)

ปีหน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะจบโทได้ ก็จะเกิดการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งระหว่างการต่อเอก กับ การหางานทำ

เพราะตอนนี้รู้สึกว่า การทำวิจัยมันก็สนุกดีนะ แต่ตอนนี้เรื่องที่ทำอยู่มันยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต (แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้นแหละนะ)
ถ้าได้ทำเรื่องที่เข้าใกล้ความฝันของตัวเองมากกว่านี้ น่าจะมีแรงฮึดมากกว่านี้ก็เป็นได้

เรียนต่อที่จุฬา เรื่องทุนก็น่าจะหาได้ไม่ยาก และยังได้รู้จักน้องภาค-น้องกรุ๊ปต่อไปได้อีกสองสามปีด้วย คือตอนนี้เรียนโท สนิทกับน้องปีหนึ่งที่กรุ๊ปมากกว่าตอนเรียนปีสี่อีก และรู้สึกแฮ้ปปี้มากเวลาที่แค่มานั่งคุยกับน้องที่โต๊ะกรุ๊ปเฉยๆ (แบบว่า โคตรอู้)

อีกเส้นทางหนึ่งคือการไปหางานทำ สิ่งที่อยากได้จากมันก็คือ หาที่ที่โป๊ะเชะ เข้ากันได้ เรียนรู้จากคนอื่นที่มีประสบการณ์ และการทำงานจริงๆ เพื่อจะได้เป็นความรู้ที่ practical หน่อย อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ากับไอ้เรื่องแบบนี้ ตามความคิดเราจะทำยังไง ชาวบ้านเขาจัดการกันยังไง เป็นการเปิดโลกของตัวเองที่เดิมมันแคบเหลือเกิน
(คล้ายๆเหมือนที่เคยอ่านใน blog ของทีระพาบแหละว่า อยากมี mentor เก่งๆ และเข้ากันได้ แต่การจะได้อย่างนั้น คงจะหายาก และใช้เวลามากแน่ๆเลย)

การเรียนต่อมันคงจะทำให้เราขาดโอกาสตรงนี้ไป รอเรียนเอกจบแล้วเข้าทำงานก็คงอายุใกล้ 30 เข้าไปแล้ว อาจจะแปลกๆ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้

อีกประเด็นหนึ่งคือ กลัวเรื่องความอดทนของตัวเอง ว่าจะเพียงพอที่จะหมกมุ่นเรื่องหนึ่งๆเป็นเวลานานๆหรือไม่ เพราะเป็นคนทำงานแล้วชอบเห็นผล เห็นผลนิดหน่อยมักจะฮึด เห็นแต่หวังลมๆแล้วอาจจะท้อไปเสียก่อน -*- (เป็นข้อเสียที่แย่จัง กับทั้งการเรียนต่อและการทำงานเลย)

นอกจากนั้น อีกสิ่งที่ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจเรียนเอกต่อในทันที คือ ไม่กล้าเป็นอาจารย์ (ก็คนจบเอกส่วนมากถ้าไม่เป็นอาจารย์ก็เป็นนักวิจัยหนินะ) เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติพอ และสอนใครไม่ค่อยเป็นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามชีวิตมันคงไม่ได้อุดมคติ เป็นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดทาง การเดินทางในเส้นทางที่ชอบอาจจะมีบางจุดที่ไม่ชอบแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดีชีวิตเราคงไม่ได้เดินทางเดียวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละคนก็คงจะต้องมีอัลกอริธึมของตัวเอง ที่จะเลือกเส้นทางที่ Maximize Happiness ให้กับชีวิตได้ แค่นั้นก็คงเพียงพอ

ชีวิตคนเราก็แค่นี้แหละ... จะเอาอะไรมาก



Monday, March 29, 2010

ไปเสม็ด... ไม่เห็นจะเสร็จเลยสักที

เพิ่งกลับมาจากการไปเที่ยวเสม็ดกับเพื่อนๆ + พี่และน้อง (รูปเรายังไม่มีนะ T-T แต่น่าจะหาดูได้ตามเฟซบุค)

ครั้งนี้ เป็นการไปเที่ยวเสม็ดแบบจริงจังเป็นครั้งแรก หลังจากไปหย่อนๆแตะๆมาสองสามครั้ง แม้จะแค่สองวันแต่ก็รู้สึกได้ว่าคุ้มอยู่เหมือนกัน ^^

จะว่าไปทริปนี้เป็นทริปที่แปลกๆ ตรงที่จะมองว่ามันเหมือนเตรียมการกันจะว่านานก็นาน เพราะเห็นปรึกษากันมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว มีการค้นหาข้อมูลและเตรียมข้อมูลกันพร้อม แต่พอถึงวันไปจริงๆนั้น ข้าพเจ้าเองยังไม่รู้เลยว่ามีใครจะไปบ้าง แล้วจะไปกันยังไง รู้แต่ว่าเรานัดกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตอนห้าโมงเย็นวันศุกร์เพื่อไประยองเท่านั้น (ทราบภายหลังว่า เรือ หรือ ที่พักบนเกาะ อะไรใดๆเราก็ไม่ได้จองกันเลย ช่างเป็นทริปที่สดจริงๆ 555+) จนสุดท้ายในตอนเย็นก็สรุปว่า เราจะไปรถตู้กันเท่าที่เรามีก่อน (ข้าพเจ้า เฮ้งที่กลับมาจากญี่ปุ่น อิฐ แท็ป แอร์) โดยจะลองแยก PMY (ซึ่งข้าพเจ้ามักจำผิดเป็นแยก JYP -*-) เพื่อจะไปหอพักแนนก่อน และจะมีอีกกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง ทราบภายหลังว่าเป็น พี่เม่น ทองเหม็น ชับ ไกด์ดักแด้ ลูกหมู) ที่จะตามมากับรถพี่เม่นตอนดึกๆ โดยในคืนแรกพวกเรา "ทุกคน" นอนพักกันในห้องของแนนอย่างอบอุ่น

ในวันรุ่นขึ้น หลังจากพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่ม (เหรอ !!) เราก็มุ่งหน้าไปเสม็ดกันโดยเหมาสองแถวจากแถวๆนั้น ไปที่ท่าเรือเพื่อจะขึ้นเรือรอบแรกไปจองที่พัก (ณ ตอนนั้นทราบกันว่า ที่พักที่จองได้เต็มหมดแล้ว แต่มีที่พักที่ไม่รับจองอยู่ ต้องวอล์คอิน จำชื่อไม่ได้แต่อยู่อ่าวไผ่) พอข้ามเรือก็รีบเหมาสองแถวบึ่งไปที่พักทันที แต่ปรากฏว่า Fail ครับ จากการเจรจาพบว่าที่พักเขาเหลือแต่แบบห้องพัดลม 2 คน ซึ่งไม่ตรงกับแพลนตอนแรก จึงมีเพื่อนๆบางส่วนออกเดินทางเพื่อหาที่พักที่อื่น ในขณะที่บางส่วนก็นั่งริมทะเล เฝ้าของ ถ่ายรูปกันไป เวลาผ่านไปสักครู่ เพื่อนๆก็กลับมาบอกว่าได้ที่พักแล้ว ห้องละ 4500 พักได้ 5 คน แถมอาหารเช้า ซึ่งเราก็คิดว่าโอเคถึงจะแพงกว่าเดิมหน่อยแต่เพื่อนๆบอกว่าห้องดีก็โอเค ความประทับใจที่หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อพวกเราเดินทางเข้าไปยังที่พัก ซึ่งต้องลัดเลาะคดเคี้ยวเข้าไป พวกเราได้พบกับ กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำ กำลังหาบบันได แบกกระจก ทาสีเสากันอยู่ พวกเขาเหล่านั้นคือช่างก่อสร้างที่กำลังปรับปรุงที่พักของพวกเรา !! โอ้ววว แต่พอได้เข้าไปดูห้องก็แบบว่า คุณพระ ห้องมันช่างหรูจริงๆ (ในความรู้สึกข้าพเจ้าถือได้ว่าเป็นห้องที่หรูที่สุดในบรรดาทุกๆทริปที่ผ่านมา - รูปหาได้ตามเฟซบุค) เทียบกับราคา 4500 แล้วมันช่างคุ้ม ห้องพักประหนึ่งห้องโรงแรม กว้างขวาง มีเครื่องมือเครื่องใช้ครบครัน และที่สำคัญตกแต่งอย่างทีศิลป์ จุดติติงนิดหน่อยอยู่ที่ห้องน้ำที่หลายคนกล่าวว่ามันมี efficiency ต่ำ เพราะถึงแม้จะแยกห้องอาบน้ำ ห้องส้วม และโซนอ่างล้างมือออกจากกัน แต่ประตูที่ล็อคได้มีเพียงอันเดียว !! ดังนั้นจึงใช้ได้ที่ละคนอยู่ดี -*- อ้อ ที่พักนี้ชื่อ ตูตู บังกะโลนะครับ อยู่ที่อ่าวไผ่หรือหาดทรายเงินมั้ง ประมาณนั้น รู้สึกว่าจะเป็นเครือเดียวกับเจี๊ยบ บังกะโล แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าไปคราวหน้ายังจะได้ราคานี้อยู่รึเปล่า คิดเอาเองว่าเขาอาจจะลดเพราะกำลังปรับปรุงอยู่ก็เป็นได้

หลังจากมีที่ซุกหัวนอนกันแล้วเราก็เริ่มวางโปรแกรมกันว่าจะทำอะไร สุดท้ายสรุปกันว่าจะไปกินอาหารกลางวันกันที่ร้านพลอยเสม็ดตามคำแนะนำที่ปริ้นท์มาจากอินเทอร์เน็ต โดยพวกเราก็เหมาสองแถวกันไปเหมือนเดิม (คิดเที่ยวละ 300 แหนะ แพงจัง แต่สุดท้ายไม่รู้คุยไปคุยมายังไงเหลือไปกลับ 500) ซึ่งร้านพลอยเสม็ดก็ถือเป็นอีกจุดที่ประทับใจของทริปนี้ เพราะร้านอาหารนี้ตั้งอยู่กลางทะเล !! พอมีแขกมาก็ให้สั่นกระดิ่ง เขาจะส่งเรือเล็กชักรอกจากฝั่งร้านมาที่ท่าเพื่อรับเราไปที่ร้าน (หาดูรูปได้ในเฟซบุค) พอข้ามไปถึงร้าน ก็เชิญเรานั่งโต๊ะ แต่โต๊ะที่นี่มิได้เป็นโต๊ะธรรมดาแต่จะเป็นโต๊ะเตี้ยๆ มีเบาะนั่งพร้อมหมอนอิง แลดูคล้ายโต๊ะญี่ปุ่น แต่พื้นด้านล่างมิได้โหลดเตี้ยแบบโต๊ะญี่ปุ่น แต่มันหายไปเลย ด้านล่างจึงหย่อนขาลงไปได้ สามารถมองเห็นทะเล มีปลาแหวกว่ายไปมาอยู่เต็มไปหมด ถือว่าบรรยากาศตรงนี้สามารถสร้าง value ให้กับร้านนี้ได้มากเลยทีเดียว หลังจากอิ่มหนำสำราญกันไป ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้เปิดดูเมนูพอเห็นราคาคร่าวๆก็เริ่มร้อนๆหนาวๆ กลัวว่าเงินที่เตรียมมาจะไม่พอ 555+ แต่พอคิดเงินจริงๆก็ออกมา 2600 กินกัน 12 คน ตกคนละสองร้อยกว่า ซึ่งก็ถือว่าโอเค เพราะอาหารค่อนข้างอร่อยทีเดียว (กุ้งเด้งมาก ชอบบ) ขากลับก็กำลังจะไปลงเรื่อ แต่พนักงานร้านบอกว่า ลงไม่ได้ สลิงมันหลุด (เวร... คงจะหลุดเพราะพวกเรานั่นแหละ) แต่ไม่ต้องห่วง ทางร้านจะส่ง speed boat มาพาเรากลับไป !! โอ้แม่เจ้า... พวกเราจึงได้นั่ง speed boat ในระยะทางประมาณร้อยเมตร จากร้านอาหารกลับไปที่ท่า เป็นการปิดฉากมื้อที่ไฮโซที่สุดของทริปอย่างสวยงาม...

หลังจากนั้นก็กลับไปเล่นทะเลกันที่หาดแถวๆที่พัก (ซึ่งตอนแรกกะจะไปอ่าวพร้าวกัน แต่กลับไม่ทัน เพราะน้องดักแด้กับลูกหมูต้องกลับก่อน เลยต้องขึ้นเรือเที่ยวหกโมงให้ทัน) บ้างก็เล่นน้ำ บ้างก็นั่งเล่น บ้างก็ถ่ายรูป (ฟ้าสวยน้ำใส ว้าวว) บ้างก็นั่งกิน พอใกล้ถึงเวลา พี่ไกด์ก็อาสาเช่ามอเตอร์ไซค์พาน้องๆไปส่งที่ท่า แถมยังกลับมารับแนนไปซื้อข้าวเย็นมาให้เพื่อนๆกินด้วย (ทราบมาว่ามีประสบการณ์เฉียด... เพราะต้องรีบบึ่งรถกลับมาให้ทันเวลาคืน อ้อ หลายท่านอาจจะไม่ทราบ ว่าถนนเสม็ดมันก็ภูเขาดีๆนี่แหละครับ -*-) อาหารเย็นของเราก็เป็นพวก ส้มตำ ปลาทอด ปลาหมึกย่าง (อร่อยเช่นกัน) หลังจากรับประทานอาหารเย็นพร้อมให้อาหารยุงบริเวณหน้าห้องพักกันเรียบร้อย จากแพลนเดิมที่จะไปเดินหาดเสม็ดยามค่ำคืนก็เหมือนจะล่ม เพราะแต่ละคนก็เริ่มเหนื่อยจึงเข้าห้องทำกิจกรรมกลุ่มกันแทน (เล่นเกม เล่นไพ่... อ้อ จริงๆ การเล่นเกมและเล่นไพ่ก็เกิดอยู่เกือบตลอดเวลาที่ว่างอยู่แล้ว จึงไม่ได้เล่ามา ณ ที่นี้) ค่ำคืนนี้จบลงที่ทุกคนทยอยกันผลอยหลับจนหมดในเวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับการมาทริป

วันรุ่งขึ้นพวกเราก็ตื่นกันประมาณเจ็ดโมง ออกไปกินข้าวที่ทางที่พักจัดไว้ ถือว่าหรูใช้ได้เลย อาหารหลากหลาย อร่อย มีคุณภาพ หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเกิดนิมิตอะไรกันว่าอยากไปเดินงานสัปดาห์หนังสือและไปช็อบที่เซ็นทรัลลาดพร้าว จึงตัดสินใจจะรีบข้ามเรือกลับตั้งแต่เที่ยง พอข้ามไปแล้วก็แยกกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปหอแนนก่อนเพื่อกลับกับรถพี่เม่น (พี่เม่น แนน ชับ เฮ้ง เหม็น ไกด์) โดยเป็นกลุ่มที่ตั้งใจจะไปเดินงานหนังสือแล้วไปเซ็นทรัลต่อ อีกส่วนหนึ่งกลับรถตู้ (ข้าพเจ้า อิฐ แท็ป และน้องแอร์) ซึ่งแท็ปกับแอร์จะไม่ไปต่อ ส่วนข้าพเจ้ากับอิฐจะตามไปเซ็นทรัลเลย ระหว่างทางที่นั่งรถตู้กลับก็มีเหตุ คือมีอุบัติเหตุรถตู้พลิกคว่ำบนมอเตอร์เวย์ ทำให้การจราจรติดขัดไปช่วงหนึ่ง... มาถึงกรุงเทพประมาณสี่โมง ด้วยความที่หิวเพราะยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกัน เลยไปจัดก๋วยเตี๋ยวเรือกัน แบบเบาะๆ 4 คน 20 ถ้วยเท่านั้น (ชามละ 9 บาท รู้สึกแพงจัง... อ้อ ตอนนี้มีบัตรรับเป็ปซี่ฟรีอยู่ที่ข้าพเจ้า ดังนั้นสามารถมาชวนไปกินได้นะครับ) จากนั้นข้าพเจ้าก็เลยไปฝากของไว้ที่คอนโดอิฐ และตามไปเซ็นทรัลลาดพร้าวในภายหลัง ก็เดินกันช็อบกันไป ก็แลดูลดเยอะดีเหมือนกัน (แต่ข้าพเจ้ามิได้ใส่ใจเท่าไหร่ เพราะส่วนมากเป็นเสื้อผ้าและมันไม่มีไซส์ -*- ข้าพเจ้าอยากรู้ว่าพาวเวอร์บายมันลดมั๊ย แต่เดินหาพาวเวอร์บายไม่เจอ) อ้อ ณ ที่นี้เราได้เจอกับมิ้ง ซึ่งตอนแรกจะไปด้วยแต่ไม่สะดวก เราจบมือสุดท้ายของทริปนี้กันที่... ซิซเลอร์ (ได้ข่าวเหมือนเพิ่งกินมา... ยังคงงอนคุณอยู่นะครับว่าคุณจะเอาโค้กซีโร่ออกไปทำไม แง่ง)


สรุปแล้ว ก็เป็นอีกทริปหนึ่งที่น่าประทับใจกับเวลาสองวัน ได้มาเจอเพื่อนๆอีกที มาสนุกกันอีก ก็คุ้มมากแล้ว

ปล. ทริปนี้หมดตังไปสามพันกว่าแหนะ กินเยอะ -*-
ปล.2 ทริปนี้กลับมาพร้อมเสมหะ (สงสัยนอนน้อย) และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นน่าจะประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม (violate ข้อควรระวังทุกอย่างของตัวเอง กินอาหารนอกมื้อ กินขนม น้ำอัดลม -*-)
ปล.3 ที่ขาดเสียไม่ได้ ต้องขอบคุณแท็ปและบริษัทแท็ป ที่นำเกม ประมูลม้า ชนวัว สร้างฟาร์ม และเกมสร้างรางรถไฟมรณะ มาสร้างความสนุกและความเคียดแค้น และต้องขอบคุณพี่เม่นที่นำเกม Sorry! มาเพื่อให้ทุกคนได้ล้างแค้นกัน (สมเป็น game of sweet revenge 555+) หวังว่าเกมเหล่านี้น่าจะถูกบรรจุไปตามทริปกรุ๊ปด้วยถ้ามีโอกาส อิอิ

ปล.4 อันนี้เป็นอัลบั้มรูปที่อิฐอัพไว้ครับ http://www.facebook.com/album.php?aid=209861&id=586005780&ref=nf

Friday, March 26, 2010

เปลี่ยวยามดึก [กลอน]

อยู่ๆไม่รู้นึกยังไงลุกขึ้นมาแต่งกลอนตอนดึกๆ ด้วยเนื้อหาอึมครึม
กลัวว่ามันจะหล่นหายไปเลยหยิบมาใส่ไว้ในนี้หน่อยครับ

ป.ล. บทแรก กับ ท่อนสุดท้าย แอบหงึยๆ แต่ก็เอาเถอะ ได้แค่นี้แหละ -*-



ลมพัดพริ้วปลิวผ่านม่านริมห้อง
เมินเมียงมองแมกไม้อยู่ลู่ลมไหว
สายลมร้าวรัตติกาลราญรอนใจ
ไม่มีใครที่ได้อยู่คู่เคียงกัน

ร้อยเรื่องราวรุมเร้าเผาทรวงจิต
อยากหยุดคิดนิมิตหายดั่งใจฝัน
เพียงเสียงแผ่วแว่วผ่านมาว่าช่างมัน
ทุกข์โรมรันพลันหายมลายลา

คิดแล้วดีคิดได้คิดไปเถิด
อย่าเตลิดหลงผิดคิดมากหนา
คิดแล้วแย่คิดแล้วย้ำช้ำอุรา
เพียงพินิจว่าผ่านมาแล้วปล่อยไป

เราจะสุขเราจะทุกข์อยู่ที่นี่
ใจเรานี้ว่ายังคิดยึดติดไหม
ให้รับรู้เปิดตามองลองเข้าใจ
ถ้าทำได้ก็หายทุกข์เป็นสุขเอย


Wednesday, March 24, 2010

ค่ายฟันเฟืองสานฝัน ครั้งที่ 9

ค่ายฟันเฟืองสานฝัน ครั้งที่ 9 ปีนี้เราไปกันที่โรงเรียนวัชรวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร สำหรับข้าพเจ้าก็เป็นค่ายที่ห้าแล้วนับตั้งแต่ค่ายห้า ยังดีใจที่ค่ายนี้ยังมีโอกาสได้ขึ้นเต็มค่ายเหมือนเดิม ^^ (แต่ไม่รู้น้องเขาจะดีใจที่เราขึ้นไปสร้างความเสียหายไว้หรือเปล่า 555+)

เป็นอีกค่ายหนึ่งที่สนุกมาก มีความสุขมาก (ถึงแม้ตอนนี้ต้องกลับมาเผชิญกับงานที่ดองไว้ก็ตาม) อยากขึ้นค่าย อยากได้รู้จักสนิทสนมกับน้องๆแบบนี้ต่อไปอีก แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสทำได้ถึงเมื่อไหร่ (ค่าย 10 น่าจะยังได้อยู่นะ ตอนนั้นยังไม่น่ามีงานทำ ^^)

จริงๆค่ายๆนี้แลดูเหมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ทุกวัน แต่ผิดพลาดเองที่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เอามาเขียนไว้เฉพาะเท่าที่จำได้แล้วกัน (อาจมีแถมเรื่องราวของตัวเองบ้าง กรุณาแยกแยะให้ดี)


ปีนี้เป็นปีที่มีน้องขึ้นค่ายใหม่เยอะมาก จนรถขาขึ้นแน่นเอี๊ยดใส่ไม่หมด ทำให้พี่ๆบางส่วนต้องตามขึ้นไปกันเอง งอนเอกกี้เพราะมรึงบอกพวกกรูกระชั้นชิดมาก แง่มๆๆ (ถ้าบอกเร็วกว่านั้นหน่อย จะหนีไปเที่ยวก่อน ชิห์) อ่อ ขอเบิกค่ารถด้วยเลย (อันนี้ล้อเล่น แต่ได้จริงก็ดี)

ปีนี้เป็นปีแรกที่มีซ้อมสันก่อนขึ้นค่าย แต่เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ 555 อย่างไรฝ่ายสันปีหน้าช่วยดูแลตรงจุดนี้หน่อยละกัน (ไม่เขียนรายละเอียดืที่นี่นะ เดี๋ยวเครียด)

ขึ้นไปวันแรก ก็มีการก่อตั้งสมาคมใหม่ที่มีชื่อคล้ายสมาคมแม่บ้านทหารอวกาศ นั่นคือ สมาคมแม่บ้าน...ล้างจาน นำโดยน้องแป้ง สำหรับหน้าที่ของสมาคมนั้น.... ก็ตามชื่อ -*-

เรื่องอาหารของค่าย... แทบทุกคนคงจะจดจำชื่อเธอได้... เธอคือ เรียวโกะ แม่ครัวผู้สร้างสรรค์เมนูอันน่าประทับใจ ตัวอย่างเช่น... เอ่อ เยอะหว่ะจำไม่หมด (แต่ปีนี้บุคคลที่ไปฉะกับแม่ครัว กลายเป็นน้องบี สวัสดิ์ กับ พี่นัตตี้ แทนที่จะเป็น เหรัญญิก เหมือนค่ายอื่นๆ)

น้องๆหลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า วันหนึ่งบนค่ายได้เกิดวิกฤตการอาหารขาดแคลนอย่างรุนแรง จนพี่ค่ายต้องขโมยไข่เรียวโกะมาทอดกิน เรียกได้ว่าทั้งขโมยทั้งงัดแงะ เพราะคุณแม่ครัวเขาเก็บไข่ไว้ในกรงหมาข้างๆลังน้ำแข็ง ทำให้พวกเราต้องเอามือชอนไชเข้าไปล้วงออกมา -*-

ค่ายนี้มีคอนเสิร์ตตั้งกะวันที่สามของค่าย จัดโดยพี่ๆ MFEC และเป็นที่มาของ "เนื้อย่างงงง !!"

ค่ายนี้เป็นค่ายแรกที่ได้สอนปรับพื้นฐานห้องเดิม 9 วันตลอดค่าย จัดว่าเป็นค่ายที่ได้สอนเยอะที่สุดหากไม่นับค่าย 5 ที่ขึ้นเป็นปีแรก (จริงๆตัวเองไม่ได้สอนเยอะหรอก ร่วมทีมกับน้องแบงค์หมอ และน้องต้น และส่วนมากเป็นน้องแบงค์สอน 555)

ค่ายนี้เป็นค่ายแรกที่ได้ตีกลองมากกว่าเต้นสัน เนื่องจากมีกลองอยู่ 3 คู่ และพี่ปิ๊กไม่อยู่ -*-

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงกลางค่าย โดยกลางดึกคืนหนึ่ง น้องฟาโรห์เข้ามาที่ห้อง บก. เพราะถอดคอนแทคไม่ออก จนต้องพาส่งโรงพยาบาล แต่เหมือนโรงพยาบาลไม่ได้ช่วยอะไร เพราะไปโรงพยาบาลตอนตีสอง แต่ต้องรอหมอตอนเก้าโมง พอหมอมาก็พบว่าคอนแทคหลุดไปแล้ว (แถมเหมือนว่าโรงพยาบาลจะจ่ายยาผิดอีก -*-)

ค่ายนี้ทำให้พี่ๆหลายคนได้ช่วยคุณป้าแม่ครัว (ที่ไม่ใช่เรียวโกะ) หั่นหมู+เฉาะฝรั่ง (รวมถึงข้าพเจ้าด้วย) ซึ่งพบว่าคุณป้าสามารถหั่นหมูได้เร็วกว่าเรา 5 เท่า และเฉาะฝรั่งได้เร็วกว่าเรา 3 เท่า โดยมีคุณภาพดีกว่า

ค่ายนี้เป็นอีกค่ายหนึ่งที่มีการแสดงละครโดยรุ่นพี่กลับมา (ข้าพเจ้าก็ได้ร่วมแสดงด้วย) ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าน่ารักดี น้องๆเล่นกันตลกดี แต่ทำไมน้องค่ายเขาไม่ค่อยฮากันก็ไม่รู้เนอะ เหอๆ

ถึงแม้ค่ายนี้ จะไม่มีบลูส์ แต่ก็ยังคงมีเรื่องสยองขวัญเกิดขึ้นได้ ที่ห้องอาบน้ำตึกหนึ่ง (น้องๆหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าตึกหนึ่งมีห้องอาบน้ำด้วย) สำหรับเรื่องราวสยองขวัญสามารถสอบถามได้จากพี่นัตตี้และพี่เป้

ในวันกลับ น้องๆอาจจะไม่ทราบว่าหนังสือและสมุดที่เหลือหลังจากการช็อปปิ้งของน้องๆแล้ว ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก และได้ทิ้งไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่โรงเรียนต่อไป (ทิ้งไว้ในห้อง บก.)




ตอนนี้นึกออกเท่านี้เองหล่ะ ใครนึกอะไรออกเพิ่มก็ช่วยเติมหน่อยแล้วกัน
แล้วเจอกันอีกทีตอนสัมมนานะ ขอให้ได้เจอกันเรื่อยๆในปีหน้า ค่ายหน้าด้วยจ้า